ยัง
ปรากฏให้เห็นเด่นชัดของร่องรอยคูเมืองนครเชียงตุงดินแดนพม่า
มีกำแพงดินธรรมชาติสูงชันอันเป็นป้อมปราการชั้นดีในการป้องกันข้าศึกรอบด้าน
ที่จะบุกเข้าตีเมือง
ระหว่างคูกำแพงจากฝั่งด้านนอกของกำแพงเพื่อข้ามมาฝั่งกำแพง
โดยมีสะพานแขวนเก่าๆ โอนเอนจะโค่นมิโค่นแหล ตัวเสารับน้ำหนักก่อด้วยปูน
เหล็กเส้นติดสนิมเกี่ยวคล้องกับเชือกเพื่อรับน้ำหนักไม้แผ่นที่พาดขนานกันไป
ทอดเป็นสะพาน
เมื่อนับความกว้างของสะพานที่ก้าวเท้าไปแต่ละก้าวจุดสุดปลายฟากหนึ่ง ๓๙
ก้าว ถ้าคิดเป็นเมตรก็น่าจะอยู่ราวๆ ๓๕ เมตร บวกลบ ๒ เมตร
ส่วนความสูงของกำแพงดินนั้นประมาณด้วยสายตาแล้ว ๑๕ เมตรเป็นอย่างต่ำ
นักวิชาการประวัติศาสตร์ที่ร่วมเดินทางมากับคณะสัมมนาวิชาการตามพระ
นิพนธ์ “จดหมายเหตุกองทัพเชียงตุง” พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท
จัดโดยกระทรวงวัฒนธรรม ร.ศ. สมโชติ อ๋องสกุล คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ลงความเห็นว่า
“กำแพงนครเชียงตุงสูงกว่านครเชียงแสนเกือบ ๓ เท่า
และกำแพงนี้เป็นเพียงชั้นในเท่านั้น
ส่วนตรงข้ามของกำแพงเป็นเนินเขาสูงลาดชัน
ไกลออกไปนอกเมืองมีดอยเหมยตั้งตระหง่านเป็นกำแพงภูเขาโดยธรรมชาติ”
ร.ศ.สมโชติ กล่าวภาพรวมกำแพงนครเชียงตุง “นับได้ว่ามีถึง ๓ ชั้นด้วยกัน
นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่กอง
ทัพสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓
และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
จะเข้ายึดนครเชียงตุงถึง ๓ ครั้งนั้นไม่ประสบความสำเร็จ
กระทั่งศึกเชียงตุงครั้งที่ ๔ ไทยเข้ายึดได้สำเร็จ (พ.ศ.๒๔๘๕)
แต่ภายหลังได้มอบนครเชียงตุงให้สหประชาชาติเข้ามาจัดการปกครอง”
นักประวัติศาสตร์อีกท่านหนึ่ง ร.ศ. ดร.รัตนาพร เศรษฐกุล
คณะสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ มหา วิทยาลัยพายัพ เปิดปูมหลัง “ศึกเชียงตุง :
การเปิดแนวรบเหนือสุดแดนสยาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๔” กล่าวว่า “ศึกเชียงตุงครั้งแรกเกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ.๒๓๙๒–๒๓๙๓
ในสมัยรัชกาลที่ ๓ และได้กลายเป็นภารกิจที่สืบต่อมาถึงรัชกาลที่ ๔
สยามได้ส่งกองทัพขนาดใหญ่พรั่งพร้อมด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยเวลานั้นโจม
ตีเชียงตุง ในพ.ศ.๒๓๙๕ แต่ไม่สำเร็จ ในพ.ศ.๒๓๙๖-๒๓๙๗
ส่งกองทัพขนาดใหญ่กว่าเดิมเข้าตี แต่ก็ต้องถอยทัพกลับมาเช่นกัน”
นักประวัติศาสตร์กล่าวถึงเอกสารราชการสยามระบุว่า
“เป็นความพยายามของสยามในการป้องกันอันตรายจากพม่าที่จะขยายเข้ามาสู่
เชียงราย พรมแดนทางเหนือของล้านนาติดต่อกับเชียงตุง
และเกิดจากการที่เจ้านายเมืองเชียงรุ่งขอความช่วยเหลือจากสยามให้เข้าแทรก
แซงการเมืองภายในของสิบสองปันนา ดังนั้นรัชกาลที่ ๔
ทรงสานต่อการศึกเชียงตุง ทั้งเพื่อรักษาพระเกียรติของพระองค์”
ถึงอย่างนั้นก็มีสาเหตุอื่นที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
ด้านหนึ่งการทำศึกเชียงตุงเป็นการแสดงอำนาจอธิปไตยของสยามเหนือดินแดนหัว
เมืองประเทศราชล้านนา และเมืองขึ้นของล้านนามาทางเหนือ
มีการตั้งศูนย์อำนาจควบคุมกันเป็นชั้นๆ จากเมืองหลวง
ดังนั้นการศึกเชียงตุงจึงเป็นความพยายามที่จะสร้างศูนย์อำนาจย่อย
จะขยายพระราชอาณาเขตออกไปให้กว้างขวางและควบคุมเมืองชายแดนอย่างมี
ประสิทธิภาพ
ศึกเชียงตุง ไม่ได้มีสาเหตุจากความขัดแย้งระหว่างสยามและพม่าเท่านั้น
แต่เกิดจากความไม่สมดุลแห่งอำนาจรัฐที่อยู่ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
ได้เชื่อมโยงไปถึงอาณาจักรตั้งแต่จีนตอนใต้ สิบสองปันนา หลวงพระบาง
ล้านนาและเชียงตุง
ซึ่งบ้านเมืองเหล่านี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันมาตั้งแต่สมัยก่อตั้งบ้าน
เมือง
ดังนั้นการขยายอำนาจของสยามจึงก้าวเข้ามาเป็นชาติมหาอำนาจในพื้นที่นี้แทน
พม่า ที่กำลังอ่อนแอและเผชิญปัญหากับชาติจักรวรรดินิยม
นอกจากประโยชน์ทางการเมืองแล้ว
เชียงตุงยังตอบสนองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสยาม
เพราะเชียงตุงเป็นรัฐใหญ่ทางตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน มีเมืองบริวารสำคัญๆ
ที่สามารถเป็นแหล่งกำลังคนและแหล่งการผลิต
นักประวัติศาสตร์ท่านนี้
มองความล้มเหลวของการศึกเชียงตุงของสยามครั้งนี้ว่า
“เกิดจากการขาดการวางแผนยุทธศาสตร์การรบ ไม่รู้จักพื้นที่ดีพอ
และเจ้านายล้านนาไม่ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในด้านกำลัง
คนและเสบียงอาหาร
อีกทั้งระหว่างการทำศึกมีความขัดแย้งกันเองข้าราชการสยามกับเจ้านายล้านนา
อย่างรุน แรง ทำให้สยามประสบความล้มเหลว
ส่งผลให้พม่าผู้เป็นเจ้าอธิราชของเชียงตุงยังคงรักษาฐานะรัฐไทใหญ่ที่สำ
คัญที่สุดทางฟากตะวันออกของแม่น้ำสาละวินไว้ได้”
อีกทัศนะหนึ่ง ที่มองข้ามไม่ได้ในการศึกเชียงตุง คือเรื่องไพร่พล
อาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งช้างม้าโคขนสัมภาระเสบียงอาหาร อ.จุลทัศน์
พยาฆรานนท์ ศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์(ศิลปไทย)ว่า
“การยกทัพของสยามไปทำศึกสงครามนั้น ตามแบบโบราณจัดให้มีทัพหน้า ทัพหลวง
และทัพหลัง
ซึ่งในการศึกเชียงตุงมีกองทัพเจ้านายฝ่ายเหนือเข้าสมทบกองทัพสยาม
ในพ.ศ.๒๓๙๖ ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท
และเจ้าพระยายมราช คุมกองทัพกรุงฯ”
เจ้าพระยายมราช นำกองทัพหน้าเดินทางไปสู่เมืองพยาก จัดสร้างค่ายขึ้น
เพื่อที่รอกองทัพหลวงกรมหลวงวงษาธิราชสนิทจะเสด็จตามขึ้นไป
และกองทัพเมืองเชียงใหม่ แล้วจัดวางแผนการเดินทัพไปตีเมืองเชียงตุง
ทั้งจัดให้กองทัพเมืองลำปางกับเมืองแพร่ยกไปตีเมืองยองทางหนึ่ง
ให้กองทัพเมืองลำพูนยกไปตีเมืองล้ง เมื่อกรมหลวงวงษาธิราชสนิทจะเสด็จฯ
นำกองทัพยาตราเข้าไปตีเมืองเชียงตุงนั้นโปรดเกล้าฯ ให้จัดกองทัพเป็นกระ
บวนพยุหยาตราตามตำรับพิไชยสงครามและโบราณราชประเพณี
พระยาสุริยวงศ์ ผู้บัญชาการทัพหน้าคุมไพร่พล ๓,๐๐๐ คน พระยาน่านคุมไพร่พล
๓,๐๐๐ คน พระยาวิชิตณรงค์คุมคนไปแต่กรุงฯ ๒๖๐ คน พระยาแพร่คุมไพร่ไปสมทบ
๑,๐๐๐ คนเป็นกองหน้า พระยารามคำแหงคุมคนไปแต่กรุงฯ ๒๐๐ คน
กำกับไพร่เมืองพระบาง ๑,๐๐๐ คน เป็นปีกขวาของกองทัพหลวง
พระยาพิไชยสงครามคุมคนไปแต่กรุงฯ ๒๐๐ คน ควบคุมไพร่เมืองหลวงพระบาง ๑,๐๐๐
คน เป็นปีกซ้ายของกองทัพหลวง
กรมหลวงวงษาธิราชสนิท คุมคนไปแต่กรุงฯ กับไพร่หัวเมือง ๒,๐๐๐ คน
เป็นทัพหลวง เจ้าอุปราชเมืองหลวงพระบางคุมไพร่ ๑,๐๐๐ คน
เป็นทัพหลังตามทัพหลวง
โดยกองทัพหลวงกรมหลวงวงษาธิราชสนิทยกทัพออกไปแต่เมืองเชียงแสน วันที่ ๑๐
มีนาคม พ.ศ.๒๓๙๖
อ.จุลทัศน์ ยกเหตุการณ์ตอนหนึ่งเข้าตีเมืองเชียงตุง
ที่บันทึกในจดหมายเหตุรายงานทัพ
“เมื่อกองทัพยกขึ้นไปถึงเมืองเชียงตุง(อาทิตย์ที่ 19 มี.ค.)
บริเวณเจ้าพระยายมราชตั้งค่ายอยู่นั้นเป็นที่กันดารน้ำ ไม่พอสำ หรับไพร่พล
ช้างและโคได้กิน ขณะที่หน้าเมืองเชียงตุงอีกฟากหนึ่ง
พวกเมืองเชียงตุงยิงปืนใหญ่ ปืนเล็กบนกำแพง ปืนคาบศิลายิงตามสนามเพลาะ
ไพร่พลที่ขึ้นไปถูกยิงตายบ้าง ป่วยเจ็บไปหลายคน”
ฝ่ายกองทัพสยามและเจ้านายฝ่ายเหนือเอาปืนใหญ่ยิงเข้าไปในเมือง แต่ไม่ถึงดี
เพราะค่ายเมืองเชียงตุงนั้นตั้งอยู่บนเชิงเขาสูง
กระสุนที่ยิงใส่เข้าไปก็ตกเพียงเชิงเนินเขาบ้าง ใบเสมาบ้าง
ถึงกระนั้นฝ่ายเราตีค่ายบนเขาจอมศรีได้
แล้วเอาปืนใหญ่ตั้งยิงโต้ตอบทั้งเช้าเย็น
เมื่อกองทัพหลวงเดินทางมาถึงเมืองเชียงตุง(อังคาร 22 มี.ค.)
หน้าประตูย่านกลางเมือง
พวกเชียงตุงก็ออกมาตีคัดท้ายกองทัพเพื่อแย่งชิงเอาช้าง แล้วก็สู้รบ
จนไปตั้งค่ายทางทิศเหนือเมืองเชียงตุง อย่างไรก็ดีกอง
ทัพสยามและกองทัพเจ้านายฝ่ายเหนือก็มิอาจตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ทุกด้าน
เพราะเมืองเชียงตุงตั้งอยู่บนเนินเขา ประกอบกับภายในกำแพงเมืองมีหนองน้ำ 4
หนองหล่อเลี้ยงชาวเมือง มีเนินลูกสูงต่ำไว้คอยสังเกตการณ์รอบๆ
การสู้รบตีเมืองเชียงตุงกินเวลา 7 วัน กรมหลวงวงษาธิราชสนิทจึงมีรับสั่งว่า
“ครั้นจะสู้บต่อไป หามีหญ้าจะให้ช้างกินไม่ ช้างม้าก็ซวดโซลงทุกวัน
เห็นเสียเปรียบข้าศึกถ่ายเดียว กระสุน ดินดำก็น้อยลง
จึงให้ถอยทัพลงมาตั้งอยู่ที่เมืองเชียงแสน”
การศึกสงครามคราวกองทัพสยามยกขึ้นไปตีเมืองเชียงตุง
เป็นต้องยุติลงในเวลานั้น
อ.จุลทัศน์ กล่าวการตีเมืองเชียงตุงไม่ได้นั้น ปัญหาบางกรณี เช่น
สภาพลมฟ้าอากาศเป็นช่วงฤดูร้อน กลางวันร้อน กลางคืนอากาศเย็น
เพราะเมืองเชียงตุงมีภูเขาล้อมรอบ
เป็นเหตุให้คนที่ไม่คุ้นเคยสภาพอากาศเกิดการเจ็บไข้ได้ง่าย
เสบียงอาหารและแหล่งน้ำรอบนอกไม่เพียงพอ สำหรับผู้คนในกองทัพ รวมไปถึงช้าง
ม้า วัว ทำให้ทั้งคนและสัตว์อ่อนระโหยโรยแรง
ขณะที่แม่ทัพและนายกองนั่งบนหลังช้าง ส่วนไพร่พลเดินด้วยเท้าย่อมเหนื่อยล้า
และการศึกมีการยิงโต้ตอบทั้งกลางวันและคืน
จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่กองทัพสยามคิดว่าตีเมืองเชียงตุงได้ แต่ไม่เป็นไปอย่างที่คิดไว้
เนติ โชติช่วงนิธิ
ประจำเดือนมีนาคม 52
ภาพจาก : http://www.zone-it.com/76487
0 comments:
Post a Comment