งานสัมมนาวิจัยวิจักขณ์ ครั้งที่ 4 กรมศิลปากร
ลุล่วงไปเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
มีหัวเรื่องงานโบราณคดีที่น่าสนใจอยู่จำนวนมาก 1
ในหัวข้อที่หยิบมานำเสนอคือเรื่อง “เชียงชื่น : เจียงจืน? อยู่ที่ไหน” ของ
นายปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 7 น่าน
ปฏิพัฒน์ กล่าวว่า ชื่อเมืองเชียงชื่นมีปรากฏอยู่ในโคลงยวนพ่าย
ซึ่งเป็นวรรณคดีไทยสมัยอยุธยา
แต่งขึ้นเพื่อยอพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่ทรงมีชัยชนะต่อล้านนา
และเมืองเชียงชื่นเป็นเมืองสำคัญที่แย่งชิงกันระหว่างกองทัพของทั้งสองฝ่าย
จนท้ายที่สุดกองทัพอยุธยาได้รับชัยชนะยึดเมืองเชียงชื่นกลับมาเป็นของตนเอง
ได้อีกครั้ง
อะไรเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทั้งอยุธยาและล้านนามีความต้องการยึดเมืองเชียง
ชื่นมาเป็นของตนเองให้ได้ ปฏิพัฒน์มอง “ย้อนเวลาไปหาอดีต
จะเห็นได้ในบรรดาเอกสารโบราณต่างๆ
ไม่มีการกล่าวถึงชื่อเมืองเชียงชื่นแต่อย่างใด
มีเพียงในโคลงยวนพ่ายเท่านั้นที่กล่าวถึง
และนักวิชาการส่วนใหญ่สันนิษฐานกันว่า เมืองเชียงชื่นคือเมืองเชลียง
จะขอยกไว้ไม่กล่าวถึง
แต่ที่อยากกล่าวถึงเมืองโบราณเมืองหนึ่งซึ่งอยู่ริมแม่น้ำยมขึ้นไปทางเหนือ
ไม่ไกลจากเมืองเชลียงนัก และไม่ไกลจากเมืองตรอกสลอบในเขตอำเภอวังชิ้น
นั่นคือเมืองโบราณเจียงจืน”
เจียง คือ เชียง หมายถึง เมือง ส่วน จืน คือ ตะกั่ว รวมความแล้วหมายถึง
เมืองที่มีตะกั่ว เมืองโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตบ้านไฮสร้อย
ตำบลบ่อเหล็กลอง อำเภอลอง จังหวัดแพร่
เมื่อสำรวจแล้วพบว่าเป็นเมืองที่มีลำน้ำไหลผ่านด้านหนึ่งของตัวเมือง
ส่วนอีกด้านหนึ่งติดกับแม่น้ำยม
ปฏิพัฒน์ บันทึกจากคำสัมภาษณ์ ลุงอิน แปงแสนมูล
อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)
และได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้มาเป็นเวลานาน ให้ข้อมูลว่า
ตัวเมืองเจียงจืนเป็นเมืองรูปสี่เหลี่ยม มีกำแพงเมืองก่อด้วยศิลาแลง
มีคูน้ำล้อมรอบ มีโบราณสถานสำคัญคือวัดหัวข่วง และพระธาตุไฮสร้อย
ยังปรากฏร่องรอยให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะวัดพระธาตุไฮสร้อย
ภายในประกอบด้วยพระเจดีย์ พระวิหาร และพระอุโบสถ
ชาวบ้านยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีก บ้านไฮสร้อยนี้เดิมนั้นเคยมีท่าเรือ
ไว้ใช้ในการเดินทาง
ขนส่งสินค้าขึ้นล่องไปตามลำน้ำแม่ยมมาก่อนที่จะย้ายไปอยู่ที่อำเภอลอง
นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงกันยังมีวัดสำคัญอีกหนึ่งวัดคือวัดนาตุ้ม
บ้านนาตุ้ม ตำบลบ่อเหล็กลอง พื้นที่อยู่ใกล้ภูเขาอันเป็นแหล่งแร่เหล็ก
ทางพระอธิการวิชัย อภิปุญโญ เจ้าอาวาสวัดองค์ปัจจุบัน
ได้นำโบราณวัตถุที่ทางวัดเก็บรวบรวมไว้ มีทั้งชิ้นส่วนของเป้าหลอมโลหะ
เศษตะกรันเหล็ก ที่คนในพื้นที่เรียกว่าตับเหล็ก
และเชื่อกันว่าเป็นเหล็กชั้นดี เมื่อนำมาหลอมทำอาวุธ ทำเครื่อง มือใช้ต่างๆ
ซึ่งแหล่งแร่เหล็กนี้อยู่บนภูเขา ไม่ห่างจากวัดเท่าใดนัก
และปัจจุบันชาวบ้านก็ยังมีการขุดหาแร่เหล็ก
“ชาวบ้านที่ขุดหาแร่เหล็ก จะมีพิธีกรรมการเปิดหลุมหาแร่เหล็กทุกครั้ง
และจะทำปีละหนเท่านั้น โดยยึดตามโบราณในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ของภาคเหนือ
ตรงกับเดือนอ้ายของภาคกลาง ซึ่งในปีที่ผ่านมาตรงกับวันที่ 31 พฤศจิกายน
2551 คราวนั้นพบโบราณวัตถุชิ้นสำคัญคือพระพุทธรูปศิลปะล้านนา
แบบที่เรียกกันว่าสิงห์ 3 อายุราวพุทธศตวรรษที่ 20-21” ปฏิพัฒน์ ขยายความ
และสะท้อนองค์พระพุทธรูปศิลปะล้านนา
พิจารณาของพุทธศิลป์องค์นี้แล้วมีรายละเอียดผสมผสานศิลปะสุโขทัยอยู่
พระรัศมีเป็นเปลว พระเกตุมาลาขนาดเล็ก นิ้วพระหัตถ์เรียวงาม
มีขนาดไม่เท่ากัน ประทับนั่งสมาธิราบ สังฆาฏิยาว แต่ส่วนปลายตัดตรง
นอกจากนี้ชาวบ้านยังพบพระพุทธรูปไม้ศิลปะพื้นเมืองขนาดเล็กอีกจำนวนหนึ่ง
โบราณวัตถุชิ้นสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่พบ นั่นคือ กบสำริด
สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นชิ้นส่วนเครื่องประดับอยู่บนริมหน้ากลองสำริด
ที่เรียกกันว่า กลองมโหระทึก ซึ่งเป็นกลองที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรม
และเท่าที่มีหลักฐานการพบกลองมโหระทึกในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง
คือพบที่อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ และที่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน
กบสำริดชิ้นนี้พบในลำคลองที่น้ำไหลผ่านหน้าวัด
ผอ.สำนักศิลปากรที่ 7 น่าน สะท้อนความสำคัญของเมืองโบราณเจียงจืน
ที่มีพระธาตุไฮสร้อยเป็นศูนย์กลางของชุมชน
ที่สำคัญคือเป็นแหล่งแร่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งแร่เหล็ก แร่ตะกั่ว
แร่ดีบุก แร่ทองแดง แร่พลวง และแร่แบไรต์
ที่สำคัญของแร่คือแร่เหล็กและแร่ตะกั่ว จึงมีชื่อเรียกว่า เมืองเจียงจืน
และในปัจจุบันนี้ยังเรียกตำบลนี้ว่าตำบลบ่อเหล็กลอง
คนในชุมชนยังมีการขุดหาแร่เหล็กอยู่อีกด้วย
ที่น่าสนใจไปอีก
คือในแผนที่สำรวจเรื่องเหมืองแร่ในบริเวณภาคเหนือของไทยก็พบว่า
บริเวณอำเภอลองนี้เป็นแหล่งแร่สำคัญ
มีการสำรวจพบแร่นานาชนิดตามที่กล่าวข้างต้น
และจากการสำรวจทางโบราณคดีต้าผามอกในบริเวณอุทยานแห่งชาติผากลอง อำเภอลอง
ก็พบแหล่งแร่เป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน
โดยเฉพาะแร่ตะกั่วนี้ในอดีตทางวัดและชาวบ้านแปรธาตุทำเป็นพระพิมพ์วัตถุบูชา
แต่ในปัจจุบันเหลือเพียงอยู่เล็กน้อย
นักโบราณคดีท่านนี้ สะท้อนภาพประวัติศาสตร์กลับไป
ด้วยเหตุที่บริเวณพื้นที่นี้เป็นแหล่งแร่สำคัญ
จึงน่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการแย่งชิงเพื่อครอบครองพื้นที่แหล่ง
แร่นานาชนิดนี้ ระหว่างอาณาจักรอยุธยากับอาณาจักรล้านนา โดยมี
เมืองเจียงจืน หรือที่เรียกกันในโคลงยวนพ่ายว่า เมืองเชียงชื่น
ซึ่งเดิมเคยรวม อยู่กับอาณาจักรสุโขทัย
เมื่ออยุธยารวมสุโขทัยเข้ามาไว้ในอำนาจได้แล้ว
เมืองเชียงชื่นจึงอยู่ในอำนาจอยุธยาด้วย(เมืองครอกสลอบ
ซึ่งพบจารึกสมัยสุโขทัยที่วัดวังชิ้น
ในอำเภอวังชิ้นนั้นก็อยู่ใต้ลงไปจากเมืองเจียงจืนหรือเชียงชื่นไม่มาก)
ไม่เพียงแต่เมืองเชียงชื่นเท่านั้น ในโคลงยวนพ่ายยังกล่าวถึงด้วยว่า
กองทัพของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งอยุธยายังยกตามขึ้นไปตีทัพของพระเจ้าติ
โลกราชแห่งล้านนาถึงสบตื่น ตรงที่แม่น้ำลี้มาชนกับลำน้ำแม่ตื่น
ซึ่งอยู่เหนือเมืองเชียงชื่นขึ้นไปอีกด้วย
มีข้อสังเกตด้วยว่ามีการหล่อพระพุทธรูปสำริดของสุโขทัยเป็นจำนวนมาก
ทั้งเป็นที่ยอมรับในฝีมือช่างศิลป์มีความสวยงามมาก
ส่วนผสมของพระพุทธรูปสำริดนั้นหลอมด้วยทอง แดงและดีบุก
ซึ่งแร่ที่นำมาหล่อก็น่าจะมาจากเมืองเชียงชื่นหรือเจียงจืนนั่นเอง
นักโบราณคดีท่านนี้กล่าวสรุป หากพิจารณาหลักฐานในแง่ที่เมืองเจียงจืน
เป็นแหล่งแร่ที่สำคัญที่สามารถนำมาทำเป็นอาวุธคือเหล็กและแร่อื่นๆ
ที่มีความจำเป็นในการสร้างพระพุทธรูปสำริด
รวมไปถึงการทำเครื่องไม้เครื่องมือใช้ในชีวิตประจำวัน
การแย่งชิงเพื่อครอบครองแหล่งแร่เหล่านี้น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ 2
อาณาจักรอยุธยากับล้านนาต้องทำสงคราม เพื่อแย่งชิงเป็นของตนเองให้ได้
ดังนั้นเมืองเจียงจืนก็น่าจะเป็นเมืองเชียงชื่น
ที่ปรากฏชื่ออยู่ในเอกสารโคลงยวนพ่าย ที่เขียนขึ้นมาในสมัยอยุธยา
เพื่อยอพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
ที่มีชัยชนะเหนือกองทัพล้านนาของพระเจ้าติโลกราช
ยึดเมืองเจียงจืนหนือเชียงชื่นกลับมาไว้ในครอบครองได้สำเร็จ
เนติ โชติช่วงนิธิ
บทความ มิถุนายน
0 comments:
Post a Comment